
ไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกช่วงอายุ พบมากเป็นพิเศษในเด็ก แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น
การติดต่อและระยะติดต่อ ระยะเวลาที่ติดต่อ คือ 1 วันก่อนเกิดอาการ และ 5 วันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ง่าย โดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูก และปาก เชื้อโรคมาจากน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อกันโดยการหายใจ การสัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ หรือการที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วมาขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก
อาการของโรค หลังจากรับเชี้อไข้หวัดใหญ่ จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน เริ่มด้วยอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลไม่มาก ตามด้วยไข้สูง ปวดหัวมาก หนาวสะท้าน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา ปวดเมื่อยตามตัว เจ็บคอ ไอแห้งๆ ตาแดง มีอาการอาเจียนหรือท้องเดิน มีไข้สูง อยู่ 3-4 วัน แล้วค่อยๆ ลดลง แต่อาการอ่อนเพลีย ไอจะยังคงอยู่ โดยทั่วไปจะหายภายใน 1 สัปดาห์ สำหรับเด็กมักมีไอมาก ไอแห้งและลึก จนอาเจียน ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้เช่นกัน
ภาวะแทรกซ้อนโดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายเองในไม่กี่วันโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไอ และปวดตามตัวนานถึง 2 สัปดาห์ มักจะเป็นรุนแรงในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อน เช่น เกิดหลอดลมอักเสบ และปอดบวม เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ ผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวมและโรคหัวใจ หรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ สำหรับไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ มักจะเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก และอาจทำให้แท้งได้
การดูแลรักษา รักษาตามอาการ คือ นอนพักมากๆ ห้ามทำงานหนัก กินอาหารและดื่มน้ำให้มากๆ ใช้ยาแก้ไข้ (ในเด็กหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน) ตามอาการ ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะมาใช้เอง
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
ในเด็ก มีไข้สูงและเป็นเวลานาน หายใจหอบหรือหายใจลำบาก มีอาการมากกว่า 7 วัน ปลายมือ ปลายเท้าเขียว ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้ เด็กซึมลง ไม่เล่น
สำหรับผู้ใหญ่ มีไข้สูงและเป็นเวลานาน หายใจลำบากหรือหายใจหอบ เจ็บหรือแน่นหน้าอกหน้ามืดเป็นลม อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
การป้องกัน ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยใช้ผ้าปิดปากและจมูก เวลาไอหรือจาม
การฉีดวัคซีน เป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลมากที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อและลดการเกิดโรคแทรกซ้อน โดยฉีดที่แขนปีละครั้ง เด็กต่ำกว่า 9 ปี ฉีด 2 ครั้งห่างกัน 1 เดือนในปีแรก หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่จะเลือกฉีดให้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงคือ
- เด็กอายุ 6-23 เดือนและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือโรคเรื้อรัง
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด หอบหืด เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคเอดส์ โรคเลือด
- หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
- ผู้ที่อาศัยในบ้านพักคนชรา หรือสถานบำบัดโรคเรื้อรัง
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
ทราบข้อมูลอย่างนี้แล้ว คงพอตัดสินใจได้นะครับ ว่าจะฉีดวัคซีนกันดีหรือเปล่า |